วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

ทัวร์ยกแก็ง....ไม่แพงอย่างที่คิด




นี่ไม่ใช่โฆษณาชิงโชคของชาเขียวชื่อดังนะคะ แต่ครั้งนี้จะพาไปกินกันแบบม้วนเดียวจบทั้ง 4 ภาคทั่วไทยภายในวันเดียว ประหยัดทั้งเวลาและเงินในกระเป๋า เตรียมตัวพร้อมแล้วก็เริ่มเลยค่ะ

หลังจากทำงานแทบทุกวันในช่วงสงกรานต์ไม่ได้พาพ่อแม่ไปเที่ยวที่ไหน วันนี้จะไปพัทยาเพื่อเอาเอกสารไปส่งเรื่องงาน จึงคิดว่าน่าจะพาพ่อและแม่ไปเที่ยวด้วย นั่งนึกดูแล้วที่ๆ เหมาะสมกับทั้งสองที่สุดน่าจะเป็นตลาดน้ำสี่ภาค ไม่รอช้ายกหูโทรศัพท์แล้วชวนทันที พ่อฉันเป็นคนชอบหาประสบการณ์จากการไปเที่ยวอยู่แล้ว ทั้งสองรีบเตรียมตัวแล้วเราก็เริ่มลุยกันเลย


ตลาดน้ำสี่ภาค อยู่ติดถนนสุขุมวิท เลยไฟแดงทางเข้าพัทยาใต้ไปประมาณ 1 กม. ซ้ายมือ ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นตลาดน้ำ และมีครบทั้งสี่ภาค วันนี้จึงเตรียมแรงและเตรียมท้องมากินกันอย่างเต็มที่





นานๆ จะได้ถ่ายภาพคู่กะแม่ซักทีนึง




มีป้ายบอกทางเสร็จสรรพว่าจะไปภาคไหนก่อนดี ?



จุดชมวิวบนสะพาน คล้ายกับสะพานแขวนข้ามแม่น้ำแถวๆ ภาคเหนือ



















ไอศครีมมะพร้าวอ่อนและหอยเชลล์ปิ้งกับเนย เห็นแล้วน้ำลายหก




แถวนี้คล้ายอัมพวา






ร้านนี้เรียกลูกค้าด้วยการทำรองเท้าแตะยักษ์ตั้งไว้หน้าร้าน



ร้านแม่ไม้เพลงไทย เอาลำโพงมาตั้งหน้าร้านแถมยังมีที่นั่งให้ลูกค้าลองฟังเพลง (เก๊า เก่า) อีกด้วย ทำให้พ่อฉันต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าซีดีเพลงของ ชาญ เย็นแข 170 บาท ด้วยความเต็มใจ !



บรรยากาศแบบว่า...สมัยร้านโอเลี้ยงหน้าปากซอยยังไม่เป็น coffee in love

ของโปรดสมัยเด็กเลยแหละสีสันน่าหม่ำเหมือนเดิม มันคือน้ำตาลปั้นรูปคนตกปลาค่ะ



ไปแอ่วเหนือ มีร้านถ่ายรูปเหมือนไนท์บาซ่าไม่มีผิด



งานหัตกรรมฝีมือชาวอีสานบ้านเฮา



เผลอแผล่บเดียวเดิน(ทาง) มาถึงภาคใต้แล้ว



นั่งตากลม ชมวิว

ทำให้คนที่รักทั้งสองมีความสุข


ก่อนอาทิตย์จะลาลับ เราทั้งสามแวะถ่ายรูปที่จุดชมวิวบนเขา สทร.พัทยา เป็นการอำลาวันนี้อย่างสมบูรณ์


วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

Sea Sun Sand......at Bangsean beach

กว่าจะรวมจิตใจ เก็บทรายสวยๆ มากอง..ก่อปราสาทสักหลัง

บทเพลงนี้เข้ากันได้ดีกับบรรยากาศริมชายหาดบางแสนในช่วงสงกรานต์ค่ะ พูดถึงเทศกาลสงกรานต์ วัยรุ่นคงนึกถึงการสาดน้ำเล่นเพื่อความสนุกสนาน ผู้ใหญ่ก็นึกถึงการรดน้ำดำหัวจากลูกๆ หลานๆ ในครอบครัว คนทำงานประจำได้ลั้นลาในวันหยุดยาว ....... ส่วนฉันในปีนี้มีภารกิจสำคัญ 9 วัน 9 คืน เต็มๆ กับการนำต้นไม้มงคลสายพันธุ์อโกลนีมา (Aglaonema) ไปปรากฎสู่สายตาประชาชนในอำเภอเมืองชลบุรี ด้วยการไปออกบูธจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก และถือโอกาสสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าในอำเภอเมืองด้วย (ซึ่งปกติฉันไม่ได้เจอลูกค้าตัวเป็นๆ สักเท่าไหร่ เพราะทำธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ตเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์) ฉันจึงถือโอกาสนี้เที่ยวงานกาชาดและทำงานอย่างสนุกสนานไปในตัว......ได้ออกจากบ้านอย่างชอบธรรม (ชอบทำด้วย) อีกครานึงแล้ว (โว้ย)
อย่าเพิ่งงงกันนะคะ ว่าจั่วหัวเรื่องปราสาททราย แล้วทำไมมาโม้เรื่องต้นไม้ไปได้ มันเกี่ยวกันอยู่บ้างค่ะเนื่องจากเป็นเทศกาลสงกรานต์เหตุการณ์จึงทับซ้อนกันอยู่ ดังจะเล่าต่อไปนี้ เชิญทุกท่านหาความสำราญกันได้เลยค่ะ..........

หลังจากเก็บบูธในแต่ละวันก็ล่วงเข้าเช้าของวันใหม่ไปแล้ว ประมาณตี 1 ตี 2 รุ่งเช้าของวันที่ 17 เมษายน
จะเป็นวันประกวดก่อกองทราย อันเป็นประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวบางแสน ซึ่งทางเทศบาลจะจัดเป็นประจำทุกปี หลังเก็บบูธวันนั้นฉันและเพื่อนทีมงาน จึงแว้บไปขับรถเล่นแถวหาดบางแสน ซึ่งยังคงความคึกคักอยู่แม้เวลาจะเลยเที่ยงคืนไปแล้วก็ตาม เนื่องจากคืนนั้นทั้งคืน เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษาของหน่วยงานต่างๆ กำลังขะมักเขม้นบรรจงสร้างปราสาททรายเพื่อเตรียมประกวดในวันรุ่นขึ้น


พวกเค้ามุมานะ ก่อปราสาททรายกันทั้งคืน หากใครเสร็จก่อนก็จะมีคนนอนเฝ้าเพื่อป้องกันคนหรือสุนัขเดินผ่านไปผ่านมา มาทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจ นับเป็นการรวมพลังสามัคคีที่น่ายกย่องและชื่นชมเป็นอย่างยิ่งค่ะ





รุ่งเช้าขึ้นมาเราจึงได้เห็นภาพปราสาททรายที่สวยงาม
ตัดกับท้องฟ้าและมีน้ำทะเลเป็นแบล็กกราวน์ค่ะ





สวยงามอย่างวิจิตรบรรจง แทบไม่อยากเชื่อว่าใช้เวลาสร้างเพียงคืนเดียวเท่านั้น !



เป็นรูปเสือ ต้อนรับปีขาล





ดีไซด์นี้เป็นอุโมงค์โบราณ มีองค์พระพุทธรูปประดิษฐานด้านใน




นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ พากันมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
ที่นานทีปีหนจะได้เห็นกองทรายเนรมิตรเช่นนี้


รองชนะเลิศอันดับสอง ฝีมืออันสร้างสรรค์ของทีมงานเดอะไทด์ รีสอร์ท


ปราสาททรายของ อบจ.ชลบุรี หลังนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1


รางวัลเกียรติยศ ฝีมือ โรงแรม เอสเอส บางแสนบีช


โฉมหน้า ปราสาทเกียรติยศ !

บางแสน ยังคงแสนสุขเหมือนเช่นทุกครั้งที่มาเยือน

และคิดว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป......

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

เพื่อนเก่า...ชลกันยา'29


14 Mar 2010
ซาบซึ้ง..ตรึงใจ อยู่ในชลกันยา

เสียงเพลงประจำโรงเรียนสมัยม.ต้น แว่วมาในใจฉันเมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. วันนี้ฉันมีนัดทานข้าวกลางวันกับเพื่อน ถือได้ว่าเป็นวันพิเศษของฉันอีกวันหนึ่ง เพราะมีโอกาสได้เจอเพือนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน...น... มาก ก ก เป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนม.ต้น ที่ชลหญิง (ชลกันยานุกูล) หลายคนไม่ได้เจอกันกว่า 20 ปีได้ อุ๊บส์ ส์ บอกอย่างนี้เพื่อนๆ รู้อายุหมด (โบว์แอบบอกดังๆ ว่า พวกเรายังอายุน้อยกันอยู่เลย 555 ลืมนับอายุตัวเองน่ะ stop ไว้ที่ตอนมอต้น) จะว่าไปแล้วก็จริงอย่างที่โบว์พูดนะ นับๆ ไปเราก็เพิ่งจะอายุครบ 3 ขวบ เอ๊ย 3 รอบเท่านั้นเอง ฮา....

วันเสาร์นี้เราก็เลยนัดไปกินกันที่ร้าน white house ที่เมืองชลน่ะ ไม่ใช่ทำเนียบขาว



สามสาวหน้าใส แมว น้อย อ้อย ถึงจะขึ้นเลข 3 มาแล้วก็ช่าง อย่าได้แคร์.... สู้ว้อย...



แม่ถ่าย (รูป) แล้ว หนูเอามั่ง สู้ๆ






โชว์ผลผลิต หน้าเหมือนคุณแม่เลย รับรองสำเนาถูกต้อง
แม่แหม่มกะน้องล้านนา และ แม่ป่านกับน้องมะปรางทั้งสองคู่น่ารัก มั่ก ๆ




มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ....




เพราะเราน้าน คู่กัน รอจนหลับไปเลยอ่ะ



แม่โบว์กะน้องเมลเบิร์น (เสื้อส้ม) ไม่มีใครถ่ายให้ ถ่ายเองก็ได้ฟระ อ้าวแล้วขาโอ๋มาเกี่ยวไรด้วยเนี่ย.....



ป่าน : งวดนี้นะแมว (สังเกตสีหน้าจริงจังสุดๆ )



เป็นวันเกิดโอ๋สุ พอดีเลย




Happay birthday to โอ๋ จ้า



หลังส่งแฟกซ์ พวกเราก็มาพร้อมหน้าพร้อมตา เอ้า นึง ส่อง ส้ำ แชะ !

บ่ายแล้ว เรากลับบ้านพร้อมรอยยิ้มและอิ่มบุญ ไปถวายสังฆทานแล้วจะเอาภาพมาลงให้ชมครั้งต่อไปจ้า

วันนี้บ๊ายบาย เพื่อน พบกันใหม่เมื่อวันฟ้าใส ใจเบาๆ นะจ๊ะ See u .... take care !


วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Foliage Anthurium หน้าวัวใบ เงินหนา


ได้ยินชื่อ "เศรษฐีเงินหนา" ครั้งแรก ตกใจคิดว่าใครถูกลอตเตอรี่ จริงๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ เป็นชื่อของไม้มงคล
ตระกูลหน้าวัวใบ (Foliage Anthurium) ที่เซียนต้นไม้เมืองไทยนิยมกันเป็นสายพันธุ์ Jermannii (เจอแมนนิอาย) ผู้อยู่ในวงการของไทยตั้งชื่อให้เป็นมงคลว่า "เศรษฐีเงินหนา"


เมื่อตรุษจีนปีที่แล้วฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอบรมสำหรับผู้ประกอบการใหม่หรือ NEC ที่ ม.บูรพา ได้รู้จักกับท่านประธานชมรมไม้ดอกไม้ประดับของชลบุรี คือคุณ จเร ค้ำจุน ท่านได้ให้ความรู้พร้อมทั้งชักชวนให้ไปเที่ยวที่สวนในเครือสหพัฒน์ ศรีราชา ชลบุรี ที่นั่นนอกจากจะมีไม้มงคลพันธุ์หน้าวัวใบ เงินหนา แล้ว ยังมีอีกตระกูลหนึ่งที่ไทยนิยมมากในตอนนี้คือ อโกลนีมา หรือแก้วกาญจนา ซึ่งมีหลากหลายสีสัน สวยงาม หลังจากพูดคุยและติดต่อกับคุณจเร ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องงานอยู่พักใหญ่ ฉันจึงได้สร้างเวปบล็อคสำหรับไม้มงคลสองสายพันธุ์นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นให้ความรู้กับคนทั่วไป และบริการจำหน่ายและจัดส่งด้วย ถือเป็นงานอดิเรก (ที่ได้ตังส์) อีกงานหนึ่งที่ทำแล้วมีความสุขใจค่ะ เพราะอยู่กับต้นไม้ และลูกค้าก็เป็นคนรักต้นไม้ด้วย

เยี่ยมชมเวปไม้มงคลได้ที่นี่ http://www.thailandanthurium.blogspot.com/

ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ

ท่านประธาน จเร ค้ำจุน ผู้ให้ความรู้ และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่น่ารักมาก

อ. สิทธิเดช ลีมัคเดช ที่ปรึกษาในเรื่องการทำ E-Marketing

อ. คณวัฒน์ ธีรนิธิวัฒน์ ที่ปรึกษา และพันธมิตรของสวนเรา http://www.ifarm.in.th/















วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

เที่ยวไม่ง้อทัวร์ฯ (3)


ตอน ชวนกันขึ้นดอย

จากตอนที่แล้วพาเที่ยววัดซึ่งได้ทั้งความสนุกสนาน และความสวยงามแบบโบราณไปแล้ว วันต่อมาเป็นวันที่ 3 ที่ฉันและคุณน้องได้พากันแบกกระเป๋าไปใช้ชีวิต (ชั่วคราว) กันที่เมืองเชียงใหม่ อากาศโดยรวมวันนี้ออกเย็นๆ ไม่ถึงกับหนาวอย่างที่ควรจะเป็น แต่คิดอีกทีก็ดีไปอีกแบบเพราะทำให้เราเที่ยวได้โดยไม่ทรมานกับอากาศมากนัก

วันนี้จึงตัดสินใจขึ้นดอยเพื่อชมธรรมชาติและสูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะมาเชียงใหม่ทั้งทีไม่ได้ขึ้นไปเที่ยวดอยก็ดูกระไรอยู่ จากหนังสือเที่ยวเชียงใหม่นั้น ฉันพบว่าห่างจากตัวเมืองไม่ไกลมี "ดอยปุย" ที่ขึ้นชื่อลือชาและน่าไปยลยิ่งนัก ไม่รอช้าเช้าวันนี้เราหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยการถามไถ่คนท้องถิ่น ได้ความว่า ดอยปุยที่เราจะไปนั้นอยู่เลยขึ้นไปทางมอชอ (ม.เชียงใหม่) และยังมีสถานที่เที่ยวใกล้ๆ กันอีก 2 ที่คือ พระราชวังภูพิงคราชนิเวศน์ และดอยสุเทพ ซึ่งสามารถว่าจ้างเหมารถสองแถวให้ไปส่งได้ในราคาประมาณ 800 -1,000 บาท
ฉันและคุณน้องโชคดีที่เราไม่รีบร้อน ในฤดูเที่ยวอย่างนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นดอยเหมือนเราแน่นอน จึงใจเย็นนั่งดื่มกาแฟรอแถวๆ คิวรถ ชั่วเวลาเพียงแค่ 20 นาที ก็มีหญิงชายคู่หนึ่ง และนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกหนึ่งมาต่อราคาที่คิวรถเหมือนกัน ฉันไม่รอช้าเข้าไปแนะนำตัวและบอกว่าเราก็อยากไปเที่ยวดอย ทั้งสามคนนั้นแม้จะยังงงๆ กับการหาแนวร่วมของฉัน แต่ก็ยินดีร่วมทางไปด้วยและตอบตกลงไปคันเดียวกับเราทันที สรุปคือวันนี้เราเสียค่ารถกันเพียงคนละ 200 บาทเท่านั้น แต่ได้เที่ยวครบทั้ง 3 ที่ แถมได้เพื่อนใหม่ไปเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน (มากๆ ) อีกด้วย เพราะการไปเป็นกลุ่มย่อมสนุกและเพลิดเพลินกว่าไปเพียง 2 คนเป็นแน่ (ยกเว้นบางคู่ที่ต้องการไปฮันนีมูนกันนะคะ)

เริ่มต้นจากที่ไกลสุดก่อน คือ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งอยู่บนยอดดอย สูงขึ้นไปประมาณ 22 ก.ม.

พระตำหนักภูพิงสวยเด่นเป็นสง่าท่ามกลางดอกไม้นานาพันธุ์บนดอย



มิตรภาพของเพื่อนใหม่




อากาศดี ดอกไม้สวยงามค่ะ



ลั้นลา.....


บนดอยมีต้นไผ่ยักษ์ด้วย

ท่ามกลางธรรมชาติรื่นรมย์

ใช้เวลาอยู่บนพระราชวังภูพิงฯ ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ทั้งเดิน ทั้งถ่ายรูปกันจนเหนื่อย จากนั้นจึงยกพลทั้งห้า ขึ้นรถโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ "ดอยปุย"



ทันทีที่ถึงดอยปุย คุณน้องไม่รอช้าเช่าชุดชาวดอยแล้วแปลงร่างทันที ราคาเช่าเพียง 30 บาทเท่านั้น

มีน้องผู้ชายอายุประมาณ 9 ขวบ อาสาเป็นมัคคุเทศน์พาเราชมดอย ค่าจ้างแล้วแต่เราจะให้ ฉันชื่นชมในความขยันและมีใจช่วยทางบ้านทำมาหากินจึงตอบตกลงให้น้อง "พยัคเมฆินทร์" นำทางทันที

สถานที่แรกที่ไกด์สุดหล่อนำเราเที่ยวคือไร่ฝิ่น ซึ่งปลูกเพื่อทำวิจัย ไม่ได้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเพราะผิดกฎหมายค่ะ

โฉมหน้า "พยัคเมฆินทร์" มัคคุเทศน์หนุ่มน้อยของเรา


ไร่ฝิ่น

จากนั้น เราเดินลัดเลาะไร่ฝิ่นไปที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นศูนย์รวมเครื่องใช้ไม้สอย รวมถึงอุปกรณ์การดำรงชีพของชาวดอยเมื่อครั้งอดีต


ภายในพิพิธภัณฑ์

"พยัคเมฆินทร์" เล่าว่า เครื่องมือโบราณเหล่านี้ ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว เพราะมีเครื่องมือสมัยใหม่มาช่วยในเรื่องเกษตรกรรม รวมถึงวิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ชาวดอยเค้ารู้จัก "อินเตอร์เน็ต" กันแล้ว ! เราจึงได้เห็นอุปกรณ์โบราณเฉพาะในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

เท่าที่ฉันสังเกต ความเป็นอยู่ที่แท้จริงของชาวดอยปุยไม่ได้ต่างกับชาวกรุงสักเท่าไหร่เลย เพียงแต่พวกเขายังต้องการคงไว้ซึ่งความเป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงมีการ "ตกแต่ง" วิถีชาวบ้านให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมพอหอมปากหอมคอ เช่น การแต่งชุดชาวเขา หรือการขายของท้องถิ่น แต่หากสังเกตดีๆ นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตประจำวันจริงๆ ซักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเครื่องยืนยันสัจธรรมที่ว่า "ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา" เพราะโลกยุคนี้เป็นยุคไร้พรหมแดน ความเหลื่อมล่ำ และแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมจึงแคบลง และผันแปรไปตามเวลาที่ผันผ่านเช่นกัน......

ระหว่างทาง มีเด็กๆ เล่นเกมอะไรกันสักอย่าง ในจำนวนนี้มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลูกของชาวต่างชาติ เธอพูดภาษาอังกฤษ ในขณะที่เด็กคนอื่นพูดภาษาเหนือ แต่ก็เล่นกันได้อย่างสนุกสนาน และเข้าใจกันเป็นอย่างดี อย่างนี้คงต้องเรียกว่าน้องๆ กลุ่มนั้นใช้ "ภาษาใจ" สื่อสารถึงกัน !



แอบยืนดูน้องๆ เล่นด้วยความม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋

เดินถึงน้ำตก บนผานั้นมีเกมยิงปืน (แบบที่เรียกว่าปืนผาหน้าไม้) ราคา 20 บาท ได้ 7 นัด เราผลัดกันยิง โดยเป้าหมายเป็นลูกมะละกอดิบแขวนอยู่ ปรากฎว่าใน 7 นัด ยิงโดน 4 นัด และหนึ่งในนั้นก็เป็นฝีมือฉันเอง ! (ฟลุกจริงๆ )

พอลงจากน้ำตกก็ได้เวลาขึ้นรถไปยังจุดหมายสุดท้ายคือ ดอยสุเทพ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ เราอำลาดอยปุยด้วยการเก็บภาพความประทับใจอีกเล็กน้อย และไม่ลืมที่จะให้ค่าเหนื่อยกับ พยัคเมฆินทร์ไป 100 บาท ทำให้เขายิ้มแป้นและเดินจากไปด้วยอาการที่เรียกได้ว่า "เริงร่า" สุดๆ

พี่คนขับ ขับรถนำพวกเราทั้งห้ามาถึงดอยสุเทพเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ เกือบเย็นแล้ว เราจึงต้องรีบทำเวลากันโค้งสุดท้ายด้วยการกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นบันได (แต่หากใครไม่สะดวกเดินก็มีรถรางบริการค่ะ)


สู้ สู้

เนื่องจากมีการบูรณะพระธาตุฯ บนดอย ฉันจึงไม่ค่อยได้เก็บภาพมามากนัก ได้แต่เดินชมและไหว้พระเท่านั้นก็รู้สึกดีแล้ว หลังจากนั้นเราเดินลงจากดอยด้วยความรวดเร็ว เพราะพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าอีกคราหนึ่ง ที่สำคัญฉันและคุณน้องต้องเดินทางกลับด้วยรถทัวร์เที่ยว 2 ทุ่มครึ่ง จึงต้องรีบกลับมาเอากระเป๋าที่โรงแรม และไม่ลืมหาอะไรรองท้องก่อนมุ่งหน้าไปขึ้นรถทัวร์

เรื่องราวสนุกๆ กับ 3 วัน ณ เมืองล้านนา ยังมีอะไรที่ประทับใจฉันอีกมากมาย ตั้งใจไว้ว่าคราวหน้าจะมา "เก็บตก" เรื่องไม่เป็นเรื่องที่อยู่ในความทรงจำดีๆ ค่ะ

photo by Boonraksa & Buatong